ในปี ค..  1895 นายเรินต์เกน นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ได้ค้นพบรังสีเอ๊กซ์และพบว่ารังสีชนิดนี้ สามารถทะลุทลวงร่างกายของมนุษย์ได้ นับแต่นั้นมาก็ได้มีการนำรังสีเอ๊กซ์มาใช้ทางการแพทย์ทั้งด้านวินิจฉัยโรค และการรักษาโรค ต่อมาปี ค.1895 มาดามคูรี่ได้ค้นพบรังสีจากแร่เรเดียมซึ่งสามารถนำมาใช้รักษาโรคมะเร็งได้

ประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ได้บันทึกไว้ว่าในปี ค.  1898 ได้มีผู้ป่วยที่สามารถรับการรักษาโรคมะเร็งให้หายโดยใช้รังสี

วิชารังสีรักษาซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของรังสีวิทยา ได้ค่อย ๆ เจริญเติบโตมาเรื่อย ๆ ถ้าเปรียบกับวิชาแพทย์ใน สาขาอื่น ๆ นับว่าเป็นสาขาวิชาที่ใหม่มาก เทียบไม่ได้กับอายุรกรรม หรือศัลยกรรม ที่สามารถสืบประวัติไปได้ถึงสมัย ฮิปโปเครติส หรือแม้แต่แพทย์แผนจีนก็มีการผ่าตัดแต่สมัยสามก๊ก

ตามคำนิยมแล้วในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า  Radiation Oncology ซึ่งเน้นว่ารังสีที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเพราะว่าส่วนใหญ่เราใช้รังสีมารักษาโรคมะเร็งแต่ที่จริงแล้วยังใช้รักษาโรคทั่วไปและโรคเนื้องอกธรรมดาบางอย่างได้ด้วยนอกจากนี้เรายังใช้รังสีในการรักษามะเร็งร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น การผ่าตัด , การใช้เคมีบำบัด ฮอร์โมน โรคต่าง ๆ ที่ไม่ใช้มะเร็งที่สามารถใช้รังสีรักษาก็มีอยู่หลายโรค เช่น เนื้องอกของต่อมใต้สมอง, คีลอยด์ , โรคตาโปนจากต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ (Thyroid Opthalmopathy) ,ฮีแมงจิโอมา (Hemangioma) ที่อวัยวะต่าง ๆ เป็นต้น

ในประเทศไทยสาขาวิชานี้ยังค่อนข้างลึกลับ สำหรับคนทั่วไป แม้กระทั่งแพทย์สาขาอื่น ๆ เองก็ยังไม่คุ้นเคยกับวิชานี้นัก ติดตามต่อไปนะครับแล้วท่านจะรู้ว่าวิชารังสีรักษา อาจช่วยได้ เป็นเพื่อนคู่คิดที่ท่านจะเรียกใช้ได้ตลอดเวลา

ชนิดของรังสีรักษา แบ่งใหญ่ได้ 2 ประเภท คือ

1.  การฉายรังสีจากภายนอก (XRT)  ถือเป็นการรักษาหลักในปัจจุบัน

ในสมัยก่อนเครื่องมือที่ใช้ยังไม่พัฒนานัก ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อปกติมาก โดยเฉพาะผิวหนังและกระดูก ทำให้คนทั่วไปขยาดต่อการฉายรังสี (แม้แต่แพทย์สาขาอื่น ก็เช่นกัน)   แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่อง Megavoltage ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องเร่งอนุภาคหรือเครื่องโคบอลท์-60 ซึ่งมีข้อดีคือได้ความสม่ำเสมอของรังสีเพิ่มขึ้น รวมทั้งปริมาณรังสีต่อผิวหนังน้อยลง (มี Skin sparing effect) และทะลุทลวงได้มากขึ้นนอกจากนี้ก็ยังมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการวางแผนการรักษา รวมทั้งการออกแบบให้รังสีเข้า หลาย ๆ ทาง เพื่อลดปริมาณรังสีที่มีต่อเนื้อเยื่อปกติ เช่น ในกรณีผ่าตัดด้วยรังสี (Radiosurgery) เป็นต้น ทำให้ปัจจุบันผลการรักษาดีขึ้นมาก รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนทั้งหลายก็ลดน้อยถอยลงมากทีเดียว

2.  การใส่แร่ (Brachytherapy) เป็นการนำต้นกำเนิดรังสี ซึ่งเป็นสารไอโซโทป ฝังเข้าไปในตัวก้อนมะเร็ง โดยตรง หรือเข้าไปในโพรงอวัยวะที่เป็นมะเร็งซึ่งแบ่งเป็น

2.1  Interstitial implantation เป็นการนำแร่ฝังเข้าไปในก้อนมะเร็งโดยตรง เครื่องมือหรือแท่งแร่จะมีลักษณะเป็นเข็ม ยกตัวอย่าง เช่น การฝังแร่ในมะเร็งริมฝีปาก มะเร็งอวัยวะเพศ

2.2  Intracavitay therapy  เป็นการนำแท่งแร่สอดใส่เข้าไปในโพรงของอวัยวะที่เป็นโรคตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การใส่แร่ในมะเร็งปากมดลูก ปัจจุบันแร่ที่นิยมใช้ คือ ซีเซี่ยม 137 เออริเดียม 192 โดยใช้ remote control ในการ load แร่ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มาคำนวณปริมาณรังสีด้วย

2.3  Mould เป็นการนำแร่วางทับบนก้อนมะเร็ง เช่น มะเร็งของผิวหนัง วิธีนี้ ปัจจุบันใช้น้อยมาก

 

ข้อดีของการใส่แร่ คือ สามารถให้ปริมาณรังสีสูงโดยที่เนื้อเยื่อปกติได้รับปริมาณรังสีน้อย

สามารถใช้เป็นการรักษาหลัก (Primary Treatment ) รวมทั้งเป็น booster dose หลังการฉายรังสีจากภายนอก

ทำไมต้องฉายรังสีหลาย ๆ ครั้ง ?

                ท่านที่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยฉายรังสี จะเห็นว่ารังสีแพทย์จะค่อยๆ ทยอยให้รังสีต่อผู้ป่วย  ซึ่งกว่าจะจบจนก็กินเวลา 1 เดือน ถึง เดือนครึ่ง ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไม่ไม่ฉายทีเดียวให้จบเลยเหตุผลง่าย ๆ คือ การค่อยๆ ทยอยให้รังสีจะเปิดโอกาสให้ เนื้อเยื่อปกติมีโอกาสซ่อมแซม (ซึ่งทำได้ดีกว่าเนื้อเยื่อมะเร็ง) รวมทั้งทำให้โอกาสควบคุมโรคสูงขึ้นด้วยเหตุผลคือ

                1.  เนื้องอกก้อนโต ๆ เมื่อได้รับรังสีไปสักระยะหนึ่งก้อนจะยุบลงทำให้เส้นเลือดเข้าไปเลี้ยงใจกลางเนื้องอกได้มากขึ้น โอกาสที่จะตอบสนองต่อรังสีได้มากขึ้น (การตอบสนองต่อรังสีต้องอาศัยออกซิเจน ซึ่งเม็ดเลือดแดงเป็นผู้นำไป)

                2.  โอกาสที่รังสีจะได้ทำปฏิกิริยากับเซลล์ในระยะ  ที่ตอบสนองดีต่อรังสีเพิ่มขึ้น ซึ่งระยะนั้นได้แก่ G2 และ M (โดยทั่วไป cell cycle จะหมุนไปเรื่อย ๆ ระหว่างฉายรังสี)

                โดยทั่วไปถ้าเป็นการรักษาให้หายขาด การฉายรังสีที่เหมาะสมที่สุด คือ ฉายวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 180-200 cGy ฉายติดต่อกัน 5 วัน พัก 2 วัน เราเรียกว่า Conventional Fraction ส่วนในการรักษาเพื่อประคับประคอง เรามักจะฉายในระยะเวลาที่สั้นกว่า เพราะผู้ป่วยมักจะมีอายุไม่ยืนยาวนัก

                ในการใช้รังสีรักษาในการรักษาโรคมะเร็งนั้นอาจใช้รังสีรักษาเพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด และการผ่าตัด ขอกล่าว รายละเอียดดังนี้

1.  การใช้รังสีรักษาเพียงวิธีเดียว จะใช้ในกรณีที่มะเร็งไวต่อรังสี รวมทั้งโรคยังอยู่ในระยะที่ไม่แพร่กระจาย ตัวอย่างมะเร็งในกลุ่มนี้ เช่น
   
1.1  มะเร็งกล่องเสียงระยะต้น สามารถหายขาดได้โดยเก็บกล่องเสียงไว้ใช้งาน
   
1.2   มะเร็งริมผีปาก
   
1.3    มะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะระยะที่ 1 มี อัตราอยู่รอดที่ 5 ปี ถึงร้อยละ 70-80
   1.4    มะเร็งโพรงหลังจมูก ระยะต้น ๆ

2.  การใช้รังสีร่วมกับการผ่าตัด

หลักการที่สำคัญ คือ การผ่าตัดจะตัดเอาก้อนมะเร็งที่มองเห็นด้วยตาเปล่า (Gross tumor) ออก ส่วนรังสีจะช่วยทำลายเซลล์มะเร็งรอบ ๆ ก้อนที่มองไม่เห็น (Microscopic tumor) เพื่อลดโอกาสโรคกลับเป็นใหม่ ซึ่งมักใช้ในกรณีที่การผ่าตัดให้หมดจะสูญเสียอวัยวะไปมาก

ยกตัวอย่างเช่น การรักษามะเร็งเต้านมระยะต้น ๆ ด้วยการทำ Lumpectomy ตามด้วยการฉายรังสี (Breast conservative surgery) เป็นการรักษาเต้านมไว้

การรักษามะเร็งที่ศีรษะและคอในระยะลุกลาม (Advanced stage) เนื่องจากผ่าตัดอย่างเดียวมีโอกาสกำเริบของโรคสูง

สำหรับลำดับในการให้รังสีและผ่าตัด ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะให้อะไรก่อนกันดี แต่จะไม่ขอกล่าว รายละเอียดในที่นี้ ถ้าผู้อ่านใดสนใจจะหาอ่านได้ในหนังสือรังสีวิทยาทั่วไ ป

3.  การใช้รังสีร่วมกับเคมีบำบัด

โดยอาศัยหลักทั่วไป รังสีรักษาจะควบคุมโรคเฉพาะที่ ส่วนเคมีบำบัดจะช่วยเสริมฤทธิ์ของรังสีรักษาและควบคุมเซลล์มะเร็งที่กระจายออกนอกก้อนมะเร็งปฐมภูมิ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) หรือมะเร็งโพรงจมูกในระยะที่ 3 และ 4 (Mo)

นอกจากนี้ยาเคมีบำบัดหลายตัว  (เช่น 5 FU, CDDP ฯลฯ) ยังทำหน้าที่เป็น Radiosensitizer เพราะฉะนั้นการให้พร้อม ๆ  (concomitant) กับรังสีจะเพิ่มอัตราการควบคุมโรค (แต่อาจไม่ลดการแพร่กระจาย) ยกตัวอย่างเช่น

การใช้รังสีร่วมกัน 5- FU และ Mitomycim  - C ในการรักษามะเร็งทวารหนัก

การใช้รังสีร่วมกับ Cisplatin และ 5 FU ในการรักษามะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม สามารถรักษาโรคโดยเก็บทวารหนักไว้ใช้งานต่อไปได้ การใช้ Cisplatin และ 5-FU นำก่อนการฉายรังสีสามารถรักษามะเร็งกล่องเสียง ระยะ 3-4  ได้โดยที่ไม่ต้องตัดกล่องเสียงออกถึงร้อยละ 60

 

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า รังสีรักษาเป็นการรักษาที่สำคัญอย่างหนึ่งในการรักษาโรคมะเร็ง รวมทั้งการรักษาประคับประคองรังสีรักษาก็สามารถช่วยท่านได้ รังสีแพทย์พร้อมเสมอที่จะร่วมกับศัลยแพทย์ อายุรแพทย์และแพทย์สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเพื่อหายขาดหรือการรักษาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น




เครื่องจำลองก่อนฉายรังสี (Simmulator) 

 



 
เครื่องฉายรังสีจากภายนอก (XRT) 
 



เครื่องใส่แร่ (Brachytherapy )
 



เครื่องใส่แร่

 

 

 

      มะเร็งปอด , ก่อนฉายรังสี                                                  

หลังฉายรังสี 5 fractions